Sunday, 15 February 2009

บุญ 13ประการของนักการตลาดที่ต้องรีบทำ

1. "รู้จุดอ่อน ใช้จุดแข็ง"
นักการตลาดต้องอ่านจุดอ่อน จุดแข็ง ทั้งของตนเองและของคู่แข่งออกได้ทะลุปรุโปร่งเท่ากัน นักการตลาดที่ดีต้องเลือกใช้จุดแข็งตนเองกับจุดอ่อนคู่แข่ง

2. "อาหารข้าศึกหนึ่งถ้วยมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถ้วย ข้าวข้าศึกหนึ่งถังมีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถัง"
นักการตลาดต้องทราบนะครับ ว่าการดับโอกาสของคู่แข่งมีค่ามากเท่ากับหรือยิ่งกว่าการสร้างโอกาสให้ตัวเราเอง

3. "บุกต้องมิหวังคำยกย่อง ถอยต้องมิกลัวอับอาย"
นักการตลาดบางครั้งกล้าลุยโดยไม่ใจยุทธวิธีอย่าตามตำราหรือมารยาทมากนัก อยู่สู้ถ้ารู้ว่าแพ้ ย่ำให้จมถ้ารู้ว่าเป็นโอกาส จำไว้ว่าคนอื่นเค้าก็ย่ำเรา(ถ้ามีโอกาส)

4. "หากมีกำลังมากกว่าสิบเท่า จงปิดล้อมข้าศึก หากมีกำลังมากกว่าห้าเท่า จงโจมตีข้าศึก หากมีกำลังมากกว่าสองเท่า จงแบ่งแยกข้าศึก หากมีกำลังเท่ากัน จงมองหาสมรภูมิอันได้เปรียบ หากมีกำลังน้อยกว่า จงตั้งรับ"
นักการตลาดของเราเคยวิเคราะห์และมีกลยุทธ์เป็นระบบแบบนี้หรือก็กะโหลกกะลาไปเรื่อยๆครับ

5. "สงคราม เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาติ เป็นเรื่องถึงเป็นถึงตาย เป็นเรื่องของการอยู่รอดหรือล่มสลาย"
นักการตลาดทราบหรือไม่ว่าการแข่งขันเกิดตลอดเวลาไม่ว่าตอนเศรษฐกิจดีหรือแย่ เรารู้สึกตื่นตัวแบบนี้หรือยังครับ แบ่งทรัพยากรอย่างไร

6. "หากข้าศึกกู่ร้องกัน แสดงว่าข้าศึกเกิดความกลัว" "หากคนที่ตักน้ำแล้วดื่มเอง แสดงว่าเขากระหายน้ำจัด""หากกองทัพต้องใช้สินบนจูงใจไพร่พลมากเกินงาม แสดงว่ากองทัพกำลังคับขัน"
เราเคยสังเกตุอาการลูกค้า คู่แข่ง คู่ค้า ลูกทีม แบบนี้บ้างหรือไม่ สังเกตแล้วถ่ายทอดหรือไม่

7. "จุดอ่อนห้าประการของแม่ทัพคือ สู้ตายอาจถูกฆ่า กลัวตายอาจถูกจับ ฉุนเฉียวอาจถูกยั่ว เย่อหยิ่งอาจถูกหยาม ขี้สงสารอาจถูกก่อกวน"
หัวหน้างานทำตัวอย่างไรครับ ใจถึงและถึงใจหรือไม่ การเป็นผู้นำมีอะไรให้คิดเยอะ เรากำลังทำสงครามนะครับ ไม่ใช่ทำข้อสอบ บางครั้งจะระวังกันไปถึงไหน ท่านรู้ตัวหรือยังว่าเป็นผู้จัดการ เป็นผู้อำนวยการ

8. "เมื่อรบพึงชนะรวดเร็ว ยืดเยื้อกำลังย่อมเปลี้ย ขวัญทหารย่อมเสีย"
พี่ว่าเราการตลาดเราบางครั้งก็เชื่องช้าและอืดอาดที่สุด จนคนกันเองและทึมงานรอบตัวเริ่มเบื่อ ตอนนี้เรา take business initiative หรือไม่ กำลังใจสำคัญความความเป็นจริง และยิ่งถ้าเป็นแบบนั้นในช่วงที่ธุรกิจแย่ หรือลูกค้ามีปัญหามากๆ

9. "รบร้อยชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่ มิต้องรบแต่ชนะได้ จึงเป็นความยอดเยี่ยม ชนะโดยไม่ต้องรบ คือ สุดยอดชัยชนะทั้งปวง"
ลูกค้าเราบริการได้จนเค้ายอมเราตั้งแต่ในมุ้งหรือเปล่าครับ ตอนนี้เราสร้างตลาดที่ไม่ต้องแข่งกับใครได้หรือยังครับ เราอยู่ในตลาดที่ไม่ต้องแข่งหรือยัง(หรืออย่างน้อยทำให้คู่แข่งไม่อยากแข่งด้วย)

10. "รุกปราศจากรับ.....ขาดความสุขุมรัดกุมรับปราศจากรุก.....ขาดความเข้มเเข็งแกร่งกร้าว หากทั้งรับ ทั้งรุกทั้งเคลื่อนไหว ทั้งสงบ ย่อมได้ชัยชนะ"
ทำอะไรต้องไปพร้อมๆกันนะครับ ออกแรงและคิดเยอะๆ อย่า Laidback มากเกินไป

11. คบไกลตีใกล้.. คบใกล้เพื่อหนุน คบมิตรเพื่องาน และ คบงานเพื่อเงิน(ของกองทัพ)
ตอนนี้เราแค่คบใกล้ๆ อีกสามอย่างที่เหลือไม่เห็นเคยทำ

12. "รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง"

13. ยอดขายคือผลงาน รบชนะแต่ชื่อ ทำงานได้แต่กล่องก็ไม่มีประโยชน์ ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะเท่านั้น แล้วอย่าลืมประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือนง่ายที่สุด

ข้อแนะนำที่ควรทำตามเพื่อจะได้ไม่ต้องทะเลาะกับใครเวลาท่านสร้างบ้าน

ลูกค้าจุกจิก รบกับผู้รับเหมา ทะเลาะกับผู้ออกแบบ จ่ายเงินไม่คุ้มงาน สร้างบ้านสักหลังมีแต่เรื่องนะครับ การทะเลาะ(กับใครก็ตาม)ในแวดวงก่อสร้างเหมือนเป็นของคู่กันกับการก่อสร้างซะแบบนั้น ลูกค้าหรือเจ้าของบ้านบางคนเบื่อพาลไม่อยากรับผิดชอบการสร้างมันซะเลย หลายปีมานี้ผมต้องให้คำปรึกษาหลายๆกรณี จากผู้รับเหมาบ้าง จากเจ้าของบ้านบ้าง สถาปนิกบ้าง ก็ต่างกรรมต่างวะระครับ การสร้างบ้านสักหลังเป็นเรื่องใหญ่ใช้เงินเยอะ ความเสี่ยงสูงสำหรับทุกฝ่าย เมื่อเรารู้แล้วว่ามันเสี่ยงเหลือเกินเราต้องควรระวังในการประคับประคองโครงการให้มันจบดีๆโดยเอาใจเขามาใส่ใจเรานะครับ เชื่อเถอะทุกฝ่ายอยากรีบทำรีบจบทั้งนั้น เจ้าของงานก็อยากได้โครงการสวยงามดังฝัน ผู้รับเหมาก็อยากส่งงานและได้เงินครบ สถาปนิกหรือนักออกแบบก็อยากส่งงานให้เสร็จจะได้เห็นงานของตัวเอง(และได้เงิน) มีคนกลุ่มเดียวที่อยากเห็นคนทะเลาะกันคือทนายความครับ อย่างไรก็แล้วเมื่อมีเรื่องขึ้นมาทุกฝ่ายก็เจ็บไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ วันนี้ผมมีข้อคิดง่ายๆให้ทุกฝ่ายลองพิจารณาเพื่อท่านจะได้ไม่ช้ำใจทีหลังครับ

  1. เลือกมืออาชีพในการทำงานหรือเลือกดูโหงวเฮ้งลูกค้าก่อน เจ้าของบ้านตรวจสอบให้ละเอียดนะครับ ถ้าท่านใช้ผู้ออกแบบอิสระหรือมือปืนท่านอาดได้ของถูก แต่เวลาทำงานเขาก็จำกัดมาได้ตอนดึกๆ คุมงานวันธรรมดาไม่ได้ เอกสารก็อาจไม่เรียบร้อย สัญญาก็อาจไม่ชัดเจน ท่านใช้บริษัทมืออาชีพก็ต้องแพงขึ้นมาแต่ความรับผิดชอบก็เป็นเงาตามตัว สถาปนิกหรือผู้รับเหมาเวลารับงานตรวจดูลูกค้าดีๆ ว่าเป็นเจ้าของจริงมั้ย เป็นตัวแทนหรือนายหน้าหรือไม่ เอาเงินจากที่ไหนมาทำกู้หรือสด เข้าใจในธรรมชาติงานก่อสร้างมากน้อยเพียงใด
  2. ให้เวลาซึ่งกันและกัน ผู้ออกแบบต้องเข้าใจว่าลูกค้ามีเวลาขนาดไหนในการมีส่วนร่วมในการออกแบบ ลูกค้าต้องคุยกับผู้ออกแบบให้ชัดเจนว่าผู้ออกแบบใช้เวลามากน้อยอย่างไรในการทำงานออกแบบ ต้องเข้าใจว่าเวลามากงานก็ดี เวลาน้อยคุณภาพก็แย่ลงครับ ไอ้ที่บอกราคานี้แต่จะเร่งให้ส่งงานได้ค่ะครับ ไม่มีหรอกครับ
  3. คนคุมประสานงานต้องมีและเก่ง หน้างานก่อสร้างอะไรก็ไม่แน่ สถาปนิกส่วนใหญ่หรือทั้งหมดชอบที่จะออกแบบอย่างเดียวครับ ถ้าจะให้คุมงานด้วยต้องมีสัญญาบริการแยกออกมา ในความจริงเราอาจจ้างที่ปรึกษาหรือคนคุมงานแยก แต่ในมุมมองผมผู้ออกแบบน่าจะเป็นคนคุมงานที่ดีที่สุดเนื่องจากแบบของตัวเองย่อมไม่มีคนอื่นเข้าใจได้ดีเท่าตัวเองครับ ท่านคงไม่อยากไปรบกับผู้รับเหมาเองใช่มั้ยครับ (ถึงแม้ว่าบางครั้งการคุมงานเองโดยเจ้าของงานก็เป็นผลดีมากกว่าเสีย)
  4. มีการวางแผนงานก่อสร้างอย่างชัดเจน ใช้อะไรก็ได้ครับ บ้านเรามีตั้งแต่softwareที่ยากๆ หรือใช้excel จนถึงการจดบันทึกวันเวลาที่จะเริ่มทำและจะทำงานนั้นให้เสร็จด้วยกรพดาษปากกาธรรมดา อะไรก็ได้ครับ ถ้าท่านไม่ทำท่านเสียเปรียบในการอ้างอิงทีหลัง
  5. มีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงเสมอ ลูกค้าสั่งแก้งานท่านต้องเซ็นที่แบบ ผู้รับเหมาของปรับสเป็กท่านก็ต้องอนุมัติก่อน อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายนะครับ ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองเสมอ แม้แต่ของานแถมก็ต้องบันทึกนะครับ (จำไว้ว่าของฟรีไม่มีในโลก)
  6. ทุกฝ่ายต้องเข้าใจว่าอะไรคือสัญญา พูดไว้แล้วต้องทำ ผู้ออกแบบสัญญาออกแบบละเอียดจะแก้นิดแก้หน่อยก็ทำไปเถอะครับ ผู้รับเหมาส่งงานช้าก็ต้องปรับ เจ้าของบ้านท่านจะจ่ายเงินช้าดึงเงินผู้รับเหมาโดยเขาไม่ได้ผิดท่านก็ต้องนับวันที่ช้าเป็นวันทำงานเพิ่มเติมให้เขา เลิกซะทีเถอะครับทัศนคติที่ว่าผู้รับเหมารวยทุกคน เขาได้เงินท่านมาเขาก็ต้องเอาไปจ่ายลูกน้อง ช่าง ซื้อของ ทำสัญญาต้องเชื่อใจกัน ถ้าไม่เชื่อใจกันก็อย่าเซ้นแต่แรก
  7. พูดคุยเจรจาอย่างจริงจังทุกครั้ง เวลามีเรื่องเห็นไม่ตรงกัน คุยกันทุกครั้งและพยายามหาทางออกหรือเสนอแนวทางที่พอจะรับกันได้ เชื่อเถอะครับ ไม่คุยกันวันนี้ก็เจอกันที่ศาลก็ต้องมาคุยกันเองอยู่ดี ศาลไทยท่านชอบให้ไกล่เกลี่ยครับ ถึงวันนั้นมันสายไปแล้ว

บาป สิบประการของโฟร์แมน

1. ไม่วางแผนงาน หรือวางแผนงานได้แต่ในกระดาษทำจริงไม่ได้ ไม่สนใจติดตามงานในแผนอย่างจริงจัง
2. ไม่รู้ความจริง เชื่อแต่สิ่งที่ผู้รับเหมาช่วง หรือโฟร์แมนของผู้รับเหมาช่วงพูดหรือสัญญาไว้ (ซึ่งบางครั้งก็ไม่รู้เรื่องและมั่วเหมือนกัน หรือถูกนายสั่งไม่ให้พูดความจริง) ไม่รู้จักช่าง ชื่ออะไร ติดต่อได้อย่างไร
3. ไม่ตรวจงานช่าง หรือไม่รู้จะไปตรวจอะไร ไม่รู้จักเทคนิค ไปดูงานแต่ไม่รู้ว่างานแบบไหน อะไรคือคุณภาพดี อะไรคือคุณภาพแย่
4. ไม่รอบคอบ สักแต่ทำงานหน้าใหญ่ให้เสร็จ ไม่ดูผลเสียที่จะตามมา
5. ไม่เคยผิดหรือถึงจะผิดก็หาข้อแก้ตัวสารพัด โทษคนอื่นเสมอ หาเหตุ หาแพะ ปัดสวะให้พ้นตัว
6. ไม่เคยดูแบบ ไม่รู้รายละเอียด ถามอะไรไม่เคยรู้ ต้องให้ถามแต่ผู้รับเหมา
7. ไม่สนใจงานเอกสาร ไม่เขียนรายงาน
8. ไม่ประหยัด ไม่คุมค่าใช้จ่าย
9. ไม่ซื่อสัตย์ ไม่พูดความจริง
10. ไม่มีวินัยในการรักษาเวลา รับปากแต่ทำไม่ได้ตามนัด