Wednesday, 16 June 2010

จริงหรือ ที่ความสงบ จะสยบความเคลื่อนไหว




การพูดให้เสียงดัง แต่คน(ในองค์กร)ไม่ได้ยินเป็นเรื่องแปลก แต่ถ้าอยากแค่กระซิบเบาๆ แล้วเค้า(คู่แข่ง)รู้เป็นเรื่องน่าเศร้าทางธุรกิจครับ

...

สาเหตุที่คนยุคนี้สมัยนี้ดูจะไม่ค่อยพูดจากัน ไม่ค่อยฟังกันแล้ว ก็ด้วยเวลาที่เปลี่ยนไป สังคมที่เริ่มเปลี่ยนแปลง
สังคมไทยโดยพื้นฐานไม่ใช่สังคมของการแสดงออกตรงไปตรงมา เป็นสังคมของหน้าตา วาจาและกริยาเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการแสดงออกแบบบอกให้เดา แต่ไม่ค่อยยอมบอกให้รู้ ว่าคุณน่ะ จริงๆแล้วคิดอะไรอยู่
เรื่องที่แย่คือสังคมแบบนี้ พอคิดต่างหรือคิดไม่เหมือนกันแล้วต้องมาเก็บกด พอเห็นต่างแล้วกลับหาทางออกไม่เจอ
สังคมแบบนี้ ถ้ามองให้ทันสมัยแบบการเมือง เรียกว่าเป็นการจราจลทางความคิด และถ้ามองลึกๆอีกสักนิด มันก็ไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาทางพฤติกรรม

…
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Harvard Business Review ระบุว่าพนักงานในองค์กรส่วนใหญ่อยากพูดอยากออกความเห็นเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กร ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน เกี่ยวกับลูกค้า เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงาน หรือเกี่ยวกับเจ้านายตัวเอง ที่น่าตกใจคืองานวิจัยชิ้นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า กว่าครึ่งของพนักงานงานเหล่านั้นตัดสินใจที่จะเงียบหรือเลือกที่จะไม่พูดอะไร เพราะกังวลถึงผลที่จะตามมา... ว่ากันให้ชัดๆคือไม่อยากจะรับผิดชอบผลที่จะเกิดขึ้น

ความ“ดื้อเงียบ”แบบนี้ที่กลายเป็นความ“ลี้ลับ”ในสังคมหรือองค์กร ที่กำลังบั่นทอนการทำงานและกำลังใจของทั้งผู้อยากจะพูดรวมถึงผู้จะควรจะฟัง

สาเหตุของความเงียบของมนุษย์ไม่ว่าเรื่องใดๆ คือ “ความกลัว” ครับ กลัวที่ต้องรับผิดชอบ กลัวความผิด กลัวความไม่รู้ และกลัวว่าเรื่องที่กลัวอยู่นั้นน่ะ คือความจริงที่กำลังเกิดกับตัวเอง
...

ความเงียบแบบนี้ถ้าปล่อยไว้มีแต่จะทำลายล้างซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้ที่อยากจะพูดและผู้จะอยากจะฟัง
ทำให้ผู้บริหารเข้าใจผิดประเด็น (แบบเดาไปเองว่าสิ่งไหนคืออะไร) ทำให้พฤติกรรมดื้อเงียบกลายเป็นแฟชั่นที่สร้างวัฒนธรรมที่ผิดในการบริหารงานบุคคล (เลือกเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งให้คนกล้าพูด คนที่ดูเหมือนจะพูดเก่ง) ทำให้แก้ต้องปัญหาในสังคมไม่รู้จบ (เพราะไม่ทราบจริงๆว่าปัญหาคืออะไร) ทำให้เพื่อนร่วมงานกลายเป็นคู่แข่ง ที่สำคัญ ทำให้หัวหน้ากับลูกน้อง หรือผู้ใหญ่กับเด็ก มีเส้นแบ่งของ“ชนชั้น”ที่ชัดเจนมากกว่ามาตราฐานของบทบาทและสติปัญญา

...ถึงแม้ในที่สุดเรื่อง“ความเงียบ”แบบนี้อาจทำให้สังคมหรือองค์กรเดินหน้าไปได้ แต่คงเดินไปในเส้นทางที่ไม่ได้ดีที่สุด สำหรับทุกคน

...

สิ่งที่ควรจะทำคือการเอาชนะ “ความกลัว” เหล่านั้นครับ

สำหรับผู้ฟัง ต้องเอาชนะ โดยต้องยอมรับด้วยความเข้าใจ ว่าความกลัวแบบนี้มีอยู่จริง และต้องเข้าใจว่ามีความกลัวความกังวลบางอย่างมันสิงอยู่ในใจของผู้ที่อยากจะพูด

สำหรับผู้พูด ต้องเอาชนะ โดยเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า ที่จะคิดว่าไอ้ความกลัวที่มีอยู่ตรงนั้น เมื่อยังไงซะถ้าพูดออกไปแล้วมันจะต้องเกิดผลอะไรตามมา และรู้ทั้งรู้ว่ายังไงเราก็ขจัดมันออกไปไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะต้องไปกลัวอะไรมัน

และสำหรับทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ต้องเอาชนะโดยให้กำลังใจ คิดให้ดีว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ไม่ว่าเราจะเดินอยู่ในบทบาทไหน จริงๆแล้วในสังคมของเรา หรือในองค์กรของเรา เรากำลังเดินไปด้วยกัน เพื่อไปหาจุดหมายเดียวกัน

...

พูดคุยและรับฟังกันให้มากๆเถอะครับ

เพราะ “ความสงบ” ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ไม่ควรปล่อยให้ถูกใช้เพื่อสยบความเคลื่อนไหวใดๆ

ที่เกิดจาก “ความกลัว”

Monday, 7 June 2010

Social Network กับ อสังหาริมทรัพย์



ช่วงหลายเดือนมานี้ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงขาขึ้นของเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือ Social Network ซึ่งได้พิสูจน์ตัวเองตามคำทำนาย(และคำปรามาส)แล้วว่าเป็น “ของจริง”ครับ ด้วยขีดความสามารถของสมาร์ตโฟนต่างๆที่เพิ่มขึ้นมาก ตอนนี้มองไปทางไหนมีแต่คนนั่งสไลด์ไอโฟน หรือแช็ตด้วยบีบี หลายๆธุรกิจกำลังตั้งตัวไม่ติดกับกระแสของสื่อช่องทางใหม่นี้ หรือก็ยังพยายามปรับตัวแบบงงงง ก็เพิ่งไม่กี่เดือนนี้คนไทยยังไม่ค่อยใช้ทวิตเตอร์ เอาแต่เล่นเอ็ม หรือเฟสบุ๊กยังจำกัดอยู่แค่คนกลุ่มคนชั้นกลางที่มีการศึกษาสูงหน่อยอยู่เลย บริษัทอสังหาที่มีทุนทรัพย์มากหน่อยก็ขยับตัวอย่างเป็นระบบเพื่อรวมช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์เข้ามาอยู่ในส่วนหนึ่งของงานการตลาดภาพรวมทั้งหมดแล้ว บริษัทที่ยังขยับตัวช้าก็นั่งดูคนอื่นเค้าไปเรื่อยๆก่อน ว่ากันไปครับ

มีคำถามว่า แล้วบริษัทออกแบบ บริษัทสถาปนิก บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำเป็นต้องโดดเข้าร่วมรถไฟขบวนนี้หรือเปล่า แน่นอนครับ เมื่อขณะนี้เครื่องมือและรูปแบบทางการตลาดในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าคุณไม่เริ่มต้น คู่แข่งของคุณก็จะแซงหน้าคุณไป

แต่การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบไวเท่าใจคิด การใช้ประโยชน์จากสื่อช่องทางใหม่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ลงโพรไฟล์ใน Facebook, Twitter หรือ LinkedIn ถ้าเราคิดจะตั้งใจทำมันให้เกิดผลจริงจัง เราต้องมี “กลยุทธ์” ครับ
การทำการตลาดเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายเพื่อการรับรู้ เพราะฉะนั้น social network ที่เราจะใช้ต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างเครือข่ายของคนที่ “แชร์” ความรู้สึกหรือมีเรื่องที่สนใจและพร้อมที่จะสร้างความสนใจใหม่ๆด้วยกัน เป็นเครือข่ายแบบที่เกิดขึ้นได้โดย ไม่ต้องพยายามมาก ไม่ลำบาก “ไม่รู้สึกถูกยัดเยียด” เป็นเครือข่ายแบบที่หลากหลายและเปิดกว้าง เป็นเครือข่ายสังคมใหม่ที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ แต่รอบคอบด้วยเนื้อหาหรือ content ที่มีประเด็นให้ถกเถียงกันต่อ

กุญแจสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์เพื่อจุดประสงค์ทางการตลาดอสังหาริมทรัพย์ คือ ความรับรู้ของแบรนด์ (Brand awareness) การจัดการชื่อเสียงของ แบรนด์ (Brand reputation management) การสร้างช่องทางธุรกิจใหม่ (New business generation) การประชาสัมพันธ์ (News distribution and PR) การหาข้อมูลการตลาด (Research through online polls) การบริการลูกค้า (Customer support) การให้รายละเอียดข่าวสารข้อมูลการเปิดตัวสินค้าและบริการ (Specific product/service launch campaigns) การติดต่อกับคู่ค้า (Connecting with affiliate companies)

ปัจจุบันนี้เรามีช่องทางสื่อสารอะไรเป็นตัวเลือกเพื่อจุดประสงค์ทางการตลาดดังกล่าวบ้าง

บล๊อก (Blogs) เป็นช่องทางการสื่อสารแบบสองทางระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านครับ บล๊อกต่างจากเว็บเพจเพราะบล๊อกพูดแล้วมีคนพูดด้วย บล๊อกไม่ควรใช้ในการขายหรือยัดเยียด แต่ควรให้ข้อมูลในลักษณะความเห็น คำแนะนำที่จะทำให้น่าสนใจและมีเสน่ห์ที่ทำให้ผู้อ่านอยากจะสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับข้อมูลต่อเนื่อง

ไมโครบล๊อก (Microblogs) ตอนนี้ก็มีแต่ Twitter ที่คนพูดถึงมากที่สุด ด้วยกระแสและความเร็วของการสื่อสาร (จนน่าจะมาแทนที่บริการส่งข่าว sms เร็วๆนี้) ทวิตเตอร์เป็นการส่งข้อความสั้นเพื่อ “เร้า” ความสนใจ เป็นการเหย่ให้คิด พูดให้น่าติดตามครับ

เครือข่ายออนไลน์ (Social Networking sites) ไม่ว่าจะเป็น Facebook, LinkedIn, MySpace, Plaxo, Xing ซึ่งก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวที่น่าสนใจมากสำหรับอสังหาริมทรัพย์และมีเครือข่ายของสถาปนิก วิศวกร มัณฑนากรมากอยู่แล้วคือ LinkedIn และ Facebook. สำหรับ Xing มีสถาปนิกใช้กันเยอะมากและเป็นที่นิยมในต่างประเทศมากครับ เครือข่ายเหล่านี้เปิดโอกาสให้เราแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องราวต่างๆได้ง่าย ต่อเนื่องและไม่จำกัด

เครือข่ายบุ๊กมาร์ก (Social bookmarking sites) ซึ่งรวมพวก Digg และ Stumbleupon. เว็บเหล่านี้ทำให้เราสามารถบุ๊กมาร์กหน้าเว็บที่เราชอบและเก็บเอาไว้โดยมีระบบการโวตให้ความเห็นเพื่อให้ผู้อ่านคนอื่นเกิดความสนใจและเข้ามาชมหน้าของเว็บเหล่านั้น โดยมากการใช้เครือข่ายเหล่านี้ใช้เพื่อเพิ่มยอดผู้เข้าชม สมาชิก หรือผู้สนใจในบล๊อกของเราครับ

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องมีกลยุทธ์ ใช้สุมสี่สุ่มห้าก็ไม่มีประโยชน์นะครับ อย่าลืมว่าการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ก็เพื่อสร้างเครือข่ายและเพื่อการพูดคุย จะเริ่มต้นอย่างไรต้องถามตัวเองก่อนว่า

1. จุดประสงค์ในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของคุณคืออะไร ทำให้แบรนด์เป็นที่รับรู้? หรือมองหาธุรกิจใหม่? หรือเพื่อสร้างชื่อเสียงของแบรนด์อีกด้านให้ดีขึ้น? หรือเพื่อออกสินค้าหรือบริการใหม่? หรือเพื่อรับสมัครมองหาบุคคลากรผู้ร่วมงานเพิ่ม? อะไรก็แล้วแต่ เนื้อหาที่ออกไปไม่เหมือนกันนะครับ สื่อที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันด้วย

2. คุณกำลังคุยกับใคร? ลองนึกดูว่าคุณต้องการให้ข้อความของคุณไปถึงกลุ่มเป้าหมายอะไรบ้าง สถาปนิกคงไม่อยากอ่านโฆษณา ผู้บริโภคทั่วไปคงไม่อยากดูอะไรที่อาร์ตย่อยยากเกินไป นักการตลาดคงสนใจอะไรที่เป็นตัวเลข ต้องไม่ลืมว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์คือการสื่อสาร “สองทาง” คุณต้องคุยกับเค้าในเรื่องที่เค้ารู้เรื่องและอยากจะรู้เรื่องด้วย

3. ใครในองค์กรจะรับผิดชอบในการควบคุมดูแลเครือข่ายสังคมออนไลน์ของคุณ? ควรเป็นคนมีไหวพริบขนาดไหน ติดตามข่าวสารต่างๆอย่างรวดเร็ว รู้รอบ สื่อสารภาษาต่างๆดี มีความรู้ด้านต่างๆที่จะคุยกับเครือข่ายของคุณขนาดไหน

4. จากนั้นคุณต้องมาเลือกว่า platforms ที่คุณจะใช้คืออะไร? เดี๋ยวนี้ทั้ง Facebook, LinkedIn หรือ Twitter มันต่อเนื่องกันหมด คำถามคือต้องใช้มันทั้งหมดทุกตัวหรือไม่ เพื่ออะไร ผมทราบว่าคนไทยเล่นเฟสบุ๊กขึ้นเยอะเพราะการเมืองและก็เลิกเล่นไปเยอะเพราะการเมือง! เนื่องจากข้อมูลที่ส่งเข้ามากลายเป็นความเห็นที่แตกต่าง ทวิตเตอร์ ทวิตเข้าไปมากๆก็ไร้สาระและตรวจสอบที่มาไม่ค่อยได้ เรื่องราวเริ่มคล้ายๆกันไปหมดเนื่องจากทุกคนก็ follow คนโน้น ติดตามคนนี้ ซ้ำไปซ้ำมาข้อมูลข่าวสารก็จะกลายเป็นขยะ

5. เลือกสร้างชื่อโพรไฟล์ของคุณและเขียนคำอธิบายของธุรกิจคุณใหม่เหมาะสมครับ อย่าลืมว่าระบบติดตามของ เครือข่ายสังคมออนไลน์ ทุกตัวแม้จะดีขึ้นเรื่อยๆก็ยังเป็นแค่อัลกอรึทึมที่มนุษย์ใส่ลงไป คีย์เวิร์ดบางคำในโพรไฟล์ของคุณทำให้คนหรือเพื่อนใหม่ค้นหาคุณพบง่ายๆหรือลืมคุณไปเลยก็ได้

6. มองหาหรือกลุ่มคนที่คุณอยากจะสร้างเครือข่ายด้วย โดยทั่วไปเดี๋ยวนี้ระบบ search engine ใน เครือข่ายสังคมออนไลน์แต่ละตัวดีขึ้นมาก แต่ที่สำคัญมีสมาชิกใหม่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นคุณต้องดูข้อมูลของสมาชิกคนอื่นว่าเค้าติดตามใครติดตามอะไรกันบ้าง ที่สำคุญยิ่งกว่าคุณต้องดูข้อมูลเหล่านั้นบ่อย ถี่ และต่อเนื่อง เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนทุกวินาทีครับ

7. เมื่อคุณพร้อม ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของ content ครับ ต้องขยันหาเรื่องคุยหรือ issue ต่างๆที่ต่อเนื่อง อยู่ในกระแสรองหรือกระแสหลักของการออกแบบหรือ lifestyle ของสมาชิกที่ติดตาม ที่สำคัญต้องเกี่ยวข้องเกาะไปถึงวัตถุประสงค์ทางการตลาดที่คุณตั้งไว้แต่แรก

ลองเริ่มต้นดู แล้วคุณจะรู้ว่าเรากำลังทำการตลาดไปสู่อนาคตครับ

Sunday, 23 May 2010

มองหาแล้วเชื่อมั่น




พูดถึงความรัก หรือสิ่งใกล้เคียงที่ชอบมองหากันนักหนา เคยสงสัยทำไมมั้ยว่า คนเราต้องกระตือรือร้นที่จะมองหารัก?

...

ก็ความรัก ทีแรก มันคือความตื่นเต้น แหม ความรักครั้งแรก ใครๆ คนไหนก็ไม่มีลืม ก็มันตูมตาม มันวาบหวาม มันเร้าใจ

ก็ความรัก ทีแรก มันไม่ใช่เรื่องของ(หัว)ใจ แต่เป็น “ไฟ” ที่สุมเข้าไปเพื่อให้อะไรอะไรมันเผาผลาญ

ก็ความรัก ทีแรก มันเป็นเรื่องของแค่ “ฉันและเธอ” ไม่ต้องไปเจอคนอื่นๆ พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน ญาติ ใครเตือนอะไรไม่มีฟัง(หรอก) หรือฟังแต่ก็ไม่ได้ยิน ก็หูมันอื้อ ตามันลายแล้ว

ก็เมื่อความรัก ทีแรก มันคือ “วิทยาศาสตร์” คือความสงสัย เลยต้องเอามาทดลอง ความรักทีแรกจึงไม่ต่างจาก“ของแปลก” ทดลองไปเพื่อหา “สิ่งใหม่” เพื่อหา“ชัยชนะ”ในการได้มา และยังมองว่าไม่ใช่ความพ่ายแพ้แม้ว่าจะต้องเสีย“ของแปลกๆ”นั้นไป เลยเลือกชอบ เลือกจีบ(หรือยอมให้จีบ)มันไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เหนื่อยฉันก็ไม่หยุด

ก็เมื่อความรัก ทีแรก คือการค้า ถ้าอยากได้มาก็ต้องเอาอะไรมาแลกไป เธออยากให้ฉันทำอย่างโน้น เธอก็ต้องยอมทำแบบนี้ เธออยากไปที่นี่ เธอต้องพาฉันไปที่นั่น

...
ผ่านจุดนั้นไป เมื่อได้รักมา แล้วเอามาทำอะไรต่อ? คนเราในโลกยุ่งๆใบนี้ เดี๋ยวก็เบื่อ เดี๋ยวก็อยาก มีหลายต่อหลายคนที่ยังชอบที่จะเบื่อๆอยากๆ รักๆเลิกๆ ไม่รู้จบ แต่ก็อีกหลายคนที่โชดดีเจอคนที่ “ใช่”
เอ๊ะ ไม่เห็นจะยากอะไร ก็แค่ทำความเข้าใจ ว่า..
…

...สิ่งที่เรียกว่ารัก คือ การค้นพบ คือ “กระจก”ที่ทำให้มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เป็นตัวตนที่ครึ่งหนึ่งไม่ใช่ของตัวเอง เป็นตัวตนที่พร้อมที่จะเป็นของคนที่เรารัก พร้อมที่จะคิดแบบคนที่เรารัก มองแบบคนที่เรารัก และให้ทุกอย่างกับคนที่เรารัก
ตัวตนที่คิดว่าเข้มแข็ง แต่ยอมรับว่าจริงๆก็มีจุดอ่อน ตัวตนที่ร่าเริงแต่บางมุมก็จริงจัง ตัวตนที่คิดว่าชอบของสิ่งหนึ่ง แต่จริงๆก็ไม่ปฏิเสธสิ่งใหม่ๆ

...สิ่งที่เรียกว่ารัก “เต็มไปด้วยเรื่องราว” ทั้งเรื่องดีๆหรือเรื่องร้ายๆ ทั้งเรื่องตื่นเต้น ทั้งเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความเป็นของของเรา เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว จบแล้ว เห็นแล้ว ไม่ว่าเหตุการณ์จะออกมาเป็นอย่างไร เป็นเรื่องราวที่ถึงแม้จะเริ่มต้นใหม่ เริ่มกับใคร ทำยังไงก็ไม่มีทางเหมือนเก่า
ลองคิดดูร้านนั้นที่เราไปกินข้าวด้วยกัน ไปกินกับคนอื่นสั่งอะไรยังไงมันก็ไม่อร่อยเหมือนเดิม ที่ที่เราเคยไป มองไปทางไหนก็มีแต่ความทรงจำ

...สิ่งที่เรียกว่ารัก คือ ความผูกพันธ์กับ“เพื่อน”คนเดียวที่ดีที่สุด เพื่อนที่เข้าใจอะไรมากกว่าแค่เธอกับฉัน เพื่อนที่รู้จัก“เรา”มากกว่าเรารู้จักตัวเราเอง เพื่อนที่รู้จักจังหวะหลบหลีกเราเวลาเราโกรธ เพื่อนที่รู้จักปลอบเราเวลาเราเศร้า เพื่อนที่พร้อมจะไปกับเราทุกที่แม้จะเป็นที่ที่ไม่เคยไป เพื่อนที่เราไว้ใจมากกว่าตัวเราเอง

และเป็นเพื่อนคนสุดท้ายที่อยากให้อยู่ข้างๆเรา เมื่อถึงเวลาที่เราพร้อมที่จะ“ไป”

...สิ่งที่เรียกว่ารัก ไม่มีการ“แก้ตัว” มีแต่การ“แก้ไข” เพราะสำหรับความรัก ชิวิตมีแต่การให้อภัย ไม่ใช่มีแค่ไฟ แต่มีหัวใจที่เต็มไปด้วยการให้โอกาส

...สิ่งที่เรียกว่ารัก ไม่ใช่คนตาบอดที่มองไม่เห็น แต่ความรักคือ“คนตาฝ้าฟาง”ที่เริ่มที่จะมองอะไรๆในชีวิต“ชัดขึ้น” เมื่อเห็นชัดขึ้นก็ยิ่งทำให้อยากจะมอง อยากจะเห็นชัดขึ้นไปเรื่อยๆ และทำให้อยากจะเข้าใจสิ่งต่างๆในชีวิตมากขึ้นอีก เลยยิ่งทำให้ชีวิตยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น
แล้วความรักก็จะทำให้เรากลายเป็นคนตาดี..ในที่สุด

...

ความรักไม่ใช่การมองหา“คนที่ดีที่สุด” แต่ความรักคือการทักทาย ทำความรู้จักกับสิ่งที่ “อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ อาจยังไม่ดีที่สุด” แล้วค่อยๆปรับตัวเราให้เข้ากับสิ่งที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบสิ่งนั้น ...ให้ดีที่สุด

เพื่อว่าเราจะได้ “เชื่อมั่น” กับสิ่งๆนั้น
...ให้มากที่สุด