Sunday, 18 October 2009

แอบคิดนิดหนึ่ง: งานประกวดรางวัลที่หังโจว





สัปดาห์นี้ผมมาเมืองจีนครับ เป็นการมาเมืองจีนที่แตกต่างจากที่ไปทุกๆปีที่ผมมักจะมุ่งไปที่กวางโจว (Goungzhou) เพื่อดูความมหัศจรรย์ของเฟอร์นิเจอร์และนวัตกรรมใหม่ๆของประเทศจีนในงานคันตงแฟร์และบิวท์เดค ปีนี้ผมเข้าร่วมงานสัปดาห์งานดีไซน์ที่หังโจว (Hangzhou) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน100%ดีไซน์เซี่ยงไฮ้ (งาน100%Design® จะจัดตามเมืองที่เป็นศูนย์กลางการออกแบบใหญ่ๆทั่วโลก เช่นลอนดอน โตเกียว นิวยอร์ก ฯลฯ) โดย Asia Pacific Federation of Architects and Interiors (APFAI) ที่มีผู้บริหารและออร์แกไนเซอร์จาก PARSON School of Design, New York และนิตรสารอินทิเรียร์ชื่อดังของโลก Interior Design® เป็นผู้จัดการและสนับสนุนครับ

ผลงานของบริษัทฯของผมเองได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายจากผลงานกว่าพันชิ้นในการแข่งขันประกวดผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในของผู้เข้าประกวดของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา อังกฤษ ฮ่องกง รวมทั้งเกือบทุกประเทศในเอเชีย ที่สุดหลังจากการเดินทางที่สุดแสนจะทุลักทุเล บินจากกรุงเทพต่อเครื่องสายการบินจีนที่กวางโจว (แวะค้างคืนอย่างฉุกละหุก เนื่องจากเจอพายุ) ก็เป็นที่น่าปลื้มใจที่บริษัทฯได้รับรางวัลใหญ่ คือรางวัล สถาปนิกยอดเยี่ยมอันดับ2 จาก 2009 Interior Design Awards for Elite ในกลุ่มงานสถาปัตยกรรมที่พักอาศัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันกันสูงมากที่สุด โดยมีผู้เข้ารอบสุดท้ายของกลุ่มกว่าห้าสิบบริษัทจากทั่วโลก

พูดก็พูดเมืองจีนเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปมากครับ ปรับตัวเองจากผู้ผลิต ผู้ตาม เดินหาความเป็นผู้นำ ผู้พัฒนา การที่ APFAI เลือกหังโจวเป็นโฮสต์จัดงานครั้งนี้ก็เพราะเห็นภาพอุตสาหกรรมงานออกแบบและงานออกแบบสถาปัตยกรรมของเมืองหลายเมือง รวมทั้งเขตหังโจว ซูโจวและเขตเซี่ยงไฮ้ที่เปลี่ยนไปแบบดังกล่าว(อย่างแรง) จนทำให้ผู้นำของโลกด้านการออกแบบอย่างอิตาลี ฝรั่งเศส หรือประเทศอื่นในยุโรปและอเมริกาต้องหันกลับมามอง (อีกไม่นานอาจต้องวิ่งไล่ตาม ถ้ามัวแต่มอง) ดีไซน์เนอร์ชื่อดังเดี๋ยวนี้ก็อยู่แถวฮ่องกง สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ทั้งนั้น งานที่ดีๆ แลดูมันส์ๆก็มักมีให้เห็นจากภูมิภาคแถบนี้เป็นส่วนใหญ่ ก็คงด้วยการเงินและเศรษฐกิจของคนและธุรกิจแถวนี้ เดี๋ยวนี้ใครว่าเมืองจีนเชย ว่าไปว่าเดี๋ยวนี้โลกทั้งใบหมุนรอบเอเชียก็ไม่เกินความจริงครับ

คงต้องหันกลับมาดูว่างานออกแบบในบ้านเรามีความเป็นอินเตอร์ขนาดไหน จริงๆแล้วฝรั่ง(ทั้งประเภทหัวดำหรือหัวทอง)ยอมรับกันทั้งนั้นว่าดีไซน์เนอร์ไทยนั้นฝีมือดีมากแต่หาทางเกิดยาก (หาตัวไม่ค่อยเจอ หรือเจอแต่ยังไม่ใช่) ผมคิดว่าเพราะเวลาเราคิดงาน เรามักเดินวนอยู่กับตัวเองและไม่รู้จักผสมผสานความสามารถของความเป็นนักศิลปะหรือศิลปินที่มีอยู่ในตัวให้เข้ากับกระแสหรือความเป็นจริงอะไรที่เกิดอยู่รอบโลก ความภูมิใจในความเป็นไทยน่ะดีแต่ต้องรู้จักสิ่งที่อยู่รอบตัวแล้วแสดงออกมาแบบตามให้ทันด้วย จริงมั้ยครับ

Friday, 16 October 2009

เครือข่ายสังคมออนไลน์ นโยบายบนความเป็นจริง




สองสามสัปดาห์มานี้ผมไม่มีเวลากับงานเขียนมากนัก โชคดีที่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีออนไลน์ทั้งหลาย ไม่ว่ามือถือ สมาร์ทโฟน วายไฟ และโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้เรื่องส่วนตัวและการทำงานหลายอย่างของผมถึงจะไม่ได้ราบรื่นนัก แต่ก็ไม่ถึงกับสะดุด

“คุณเล่นเอ็ม หรือเฟสบุ๊คหรือเปล่า” ดูเหมือนคำถามแบบนี้จะเป็นเรื่องปรกติไปแล้วสำหรับการสัมภาษณ์งานในยุคปัจจุบัน ผู้ถูกสัมภาษณ์มักจะตอบแบบกล้าๆกลัวๆว่า “เล่นครับ เอ่อแต่ก็ไม่บ่อย”

...ก็ว่ากันไป

“คือที่ถามน่ะ เพราะบริษัทสนใจคนที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นหรือคุ้นเคยกับมันครับ”
“อ๋อ งั้นหรือพี่” ท่าทางเครียดน้อยลง
“ครับ ผมน่ะติดเอ็ม และใช้บีบีอับรูปขึ้นเฟสบุ๊กประจำเลยครับพี่”

...

เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเรื่องที่ธรรมดาและกึ่งจะจำเป็นไปซะแล้วในโลกทุกวันนี้ อย่างไรก็ดีหลายๆบริษัท มีมุมมองหลายมุมและมีวิธีปฏิบัติกับพนักงานที่ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กในรูปแบบต่างๆกัน เพื่อนของผมคนหนึ่งทำงานในบริษัทออกแบบที่อเมริกาได้รับอนุญาติให้เล่นเฟสบุ๊กได้ไม่เกินสิบนาทีต่อวัน (แต่ก็ไม่ได้ห้าม) บริษัทไฟแนนซ์หลายแห่งในเมืองไทยบล๊อกเอ็มและเฟสบุ๊กอย่างเด็ดขาด อีกหลายบริษัททางวิศวกรรมในเมืองไทยปล่อยให้ใช้อย่างอิสระเพราะอาจไม่รู้ว่ามันคืออะไรและพนักงานทำอะไรอยู่อีกด้านหนึ่งของคอมพิวเตอร์ส่วนตัว บริษัทใหญ่เล็กที่ทำทางด้านสื่อ มีเดีย หรือประชาสัมพันธ์ โฆษณา กำหนดว่าพนักงานรุ่นใหม่ๆต้องรู้จักสามารถใช้เว็บและโซเชียลเน็ตเวิร์กได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อการทำงานวิจัยตลาดและพูดคุยติดต่อกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับองค์กรต่างๆ เรื่องของเครือข่ายสังคมออนไลน์ขณะนี้กำลังกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาและควรมีรูปแบบกำหนดการใช้งานได้ตรงกับเป้าหมายและนโยบายองค์กร เมื่อเรื่องที่ “ธรรมดา” ของโลกปัจจุบันกลายเป็นเรื่อง “ไม่ธรรมดา” ที่ทุกๆองค์กรควรรู้ เข้าใจและสามารถกำหนดเป็นแนวทางได้

...

ไม่ว่าจะเป็นแนวทางแบบ “อยากให้คุณรู้ว่าเราอยากให้คุณใช้ (เครือข่ายสังคมออนไลน์)” แต่คุณจะใช้ให้เป็นและใช้อย่างมีประโยชน์ได้อย่างๆไร

หรือเป็นแนวทางแบบ “อยากให้เข้าใจวิธีการใช้งาน” มากน้อย ถี่บ่อย แผนกใดใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ไหน ในเครื่องมือในเครือข่ายประเภทใด (ไม่ใช่ตะบี้ตะบันเล่นแต่เกมส์) ขอบเขตอยู่ที่ไหน

ทั้งเป็นแนวทางแบบ “อยากให้เข้าใจ อยากให้คุณรู้จักแยกแยะการใช้งานส่วนตัวและการใช้เรื่องงาน” จะมีกี่บัญชีชื่อ กี่แอ็กเค้าก็ว่ามา
และเป็นแนวทางแบบ “อยากให้เข้าใจว่ามีความเสี่ยงจากการใช้งาน” ไม่ว่าไวรัส หรือความลับบริษัทรั่วไหล และเราจะช่วยกันป้องกันอย่างไรดี

สุดท้าย คืออยากให้เข้าใจว่า “ถ้าคุณสามารถใช้ประโยชน์จากเจ้าเครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้ได้ บริษัทจะมองเห็นคุณค่า” และพร้อมที่จะตอบแทนพนักงานในรูปแบบต่างๆ

...

กำหนดแนวทางได้ดี ทำให้พนักงานเข้าใจและเชื่อมั่น สุดท้ายนโยบายเหล่านี้จะให้ผลเลิศกับองค์กรเอง

เรามาลองใช้ประโยชน์แบบจริงจังจากเครือข่ายสังคมออนไลน์กันดีมั้ยครับ

Design Is.. Milan Salone Internazionale del Mobile (ตอนที่ 3) 09-10-09




อีกไลท์ติ้งแบรนด์ๆหนึ่งที่น่าสนใจและได้นำเสนอในงาน EUROLUCE เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของมิลานแฟร์ 2009 ที่ผมอยากจะกล่าวถึงคือ ฟอนทานา อาเต (Fontana Arte) ซึ่งเป็นบริษัทที่ออกแบบผลิตไฟและระบบแสงสว่างมานานหลายร้อยปีครับ ผลงานที่โดดเด่นที่ทำให้แบรนด์ Fontana Arte นี้เป็นที่รู้จักคืองานออกแบบแสงและทิศทางของแสงผ่านของอีเลเมนต์ภายในสถานที่สำคัญต่างๆ งานแสตนกล๊าสในโบสถ์เมืองมิลาน ดูโอโม ซึงยังเป็นหลักฐานยืนยันความเป็นนักออกแบบทิศทางของแสงที่ไม่เป็นสองรองใครในยุโรปหรือในโลกมาจนถึงทุกวันนี้

Fontana Arte เป็นแบรนด์รู้จักดีในแก่การนำเสนอการออกแบบดวงโคมเก๋หรู จนที่ยอมรับของนักสะสมเฟอร์นิเจอร์ในยุโรป และเริ่มฮิตในเอเชียและอเมริกา

สำหรับงานที่ Fontana Arte นำเสนอในงานแฟร์ครั้งนี้สร้างสรรค์โดย นักออกแบบและสถาปนิก Piero Russi โดยตั้งใจนำเสนอให้เห็นถึงความผสมผสานของวัฒนธรรมการทำงานของนักออกแบบในนามของฟอนทานาเองในอดีตผ่านการเน้นย้ำให้เห็นถึงรากเหง้าของโครงการต่างๆในโลกปัจจุบันโดยนำเสนอออกมาเป็นลำแสงที่ส่องกระทบลงบนอีลีเมนต์รูปไข่ที่ต้องการ งานของฟอนตานาอาเตยังมีอีกหลายชิ้นที่นำเสนอโดยศิลปินนักออกแบบรุ่นใหม่ที่เต้มไปด้วยความสามารถเช่น Marco Acerbis, Marco Merendi, Matteo Nunziati, Julian Pastorino & Cecilia Suarez, Piero Russi, Gabi Peretto, Maurizio Quargnale, Marco Zanuso Jr. หรือ นักออกแบบสถาปนิกชื่อดังอย่าง Arquitectonica/arch. Laurinda Spear จาก Miami และ lighting specialists อย่างบริษัทสถาปนิก Dante Bonuccelli ผู้เพิ่งสร้างชื่อจากงานในมิลานเองอย่างมหาวิทยาลัย Bocconi และการออกแบบแสงให้กับ Politecnico ที่เมือง Bovisa. งานของฟอนตานาอาเตครั้งนี้แตะและเตะตา ด้วย เชฟของวัสดุผสมอลูมินัมและไฟเบอร์กล๊าสที่ต่อเนื่อง เร้าใจของกระจกผสมแก้วขึ้นรูป ด้วยวัสดุดังกล่าวทำให้งานที่ออกมาใช้พลังงานต่ำแต่มีการกระจายตัวของแสงดีมาก

ที่สะดุดตามาอีกชิ้นหนึ่งคือแผ่นกระจกดิสก์ 11 แผ่นที่นำมาประกอบกันด้วย stratified glass sheet ที่หนักถึง 450 กิโลกรัม แต่แต่ละแผ่นหมุนรอบตัวเองเหมือน satellites ในท้องฟ้า

งานแฟร์แต่ละครั้งมีรายละเอียดมากมายที่น่าสนใจเล่าไม่หมดจริงๆครับ ครั้งต่อไปผมอยากจะพูดถึงแบรนด์เฟอร์นิเจอร์แบรนด์หนึ่งซึ่งหลายๆท่านเป็นแฟนพันธ์แท้ แบรนด์นี้มักได้รับงานออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์หรูในรถยนต์หรู เรือสำราญ เครื่องบินส่วนตัวของบุคคลสำคัญ หรือแม้แต่ในชั้นหนึ่งหรือชั้นธุรกิจของหลายสายการบิน แล้วพบกันครั้งหน้านะครับ