Wednesday, 29 July 2009

Design Is.. Milan Salone Internazionale del Mobile (ตอนที่ 2) 28-07-09





งาน Salone internazionale del mobile 2009 ที่ผ่านมา นอกจากจะมี furniture จากแบรนด์ดังต่างๆทั่วทุกมุมโลกมาอวดโฉม โชว์ผลงานให้คนทั่วโลกที่เฝ้ารอในปีนี้ได้ดูศักยภาพ ความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เทคนิควิธีการผลิตที่ทันสมัย รวมไปถึงรูปแบบงาน design ที่เรียบง่ายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของผู้ใช้สอยในปัจจุบันแล้ว ลักษณะของงานออกแบบก็เริ่มที่จะตัดทอน ลดรายละเอียดที่ยุ่งยากให้น้อยลงไปอีกมาก มีการเพิ่มอุปกรณ์เทคโนโลยีให้มีความสะดวกสบายทันสมัยมากขึ้นครับ

งานออกแบบที่น่าสนใจมากอีกส่วนหนึ่งคืองานออกแบบแสงหรือ lighting ซึ่งก็มี 2 แบรนด์ใหญ่ๆและมีชื่อเสียงได้แก่ Artimede และ Fontana arte ทั้งสองแบรนด์ เป็นบริษัทที่ออกแบบ lighting design ให้กับ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนใหญ่ทั้งอิตาลีและต่างประเทศ

ในงาน Milan fair 2009 นี้ ทาง Artimede ก็ได้มีผลงานออกแบบทางด้าน lighting ออกมาแบบน่าสนใจ ซึ่งมี designer ชื่อดังจากฝั่งอังกฤษมาร่วมงานกับทาง Artimede เพื่อหาจุดบกพร่องและเติมเต็มบริบทหลักของ streamlined design ของ Artimede

โคมไฟ cosmic angels คือผลของความพยามยามของชิ้นงานนี้ ซึ่งได้ถูกผลิตออกมาทั้งการติดตั้งสำหรับ ฝ้า ผนังและพื้น โคมไฟ cosmic angels ได้รับแรงบัลดาลใจจาก packaging ของ Greg’s lunne coffee service ที่ไม่อยากให้วัสดุที่ออกแบบมีมากมายหลากหลายเกินไป เลือกใช้พลาสติกที่มีลักษณะใสๆ shape จะมีลักษณะย้วยเหมือนหยดน้ำ คล้ายๆกับลักษณะของของเหลว โดยมี lighting ส่องไลท์มากับตัว texture ทำให้เกิด volume ดูหน้าสนใจ เทคนิคนี้ยังมีการเคลือบแบบ frosting ที่พื้นผิวทำให้ผิวหน้าของวัตถุเกิดการจับแสง จึงเป็นที่มาของ cosmic angels

สำหรับท่านที่คุ้นเคยกับผลงานของเธอเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบสถาปัตยกรรม สำหรับ Artimede เราจะพบว่า งานออกแบบ furniture หรืองานออกแบบ product จะมีลักษณะ design เฉพาะตัว ดูเป็นเอกลักษณ์ ประจำตัวสำหรับเธอไปแล้ว ด้วย design ที่โฉบเฉี่ยวล้ำหน้าไปอนาคต ซึ่งก็มีหลายๆงานของเธอได้สร้างจริงไปแล้ว คือ ZAHA HADID ที่ในปีนี้ทาง Artimede ได้รวมมือกับ ZAHA ออกแบบโคมไฟ Genesy มาอวดโฉมกัน

Concept ของ Genesy คือ การเจริญเติบโตของต้นไม้ที่มีการแตกกิ่งก้านสาขาออกมา มีลักษณะ shape แบบลื่นไหล เริ่มโครงสร้างที่แข็งแรงมาจากฐานด้านล่างและค่อยๆตัดทอนในส่วนของลำต้น จากนั้นก็มีการแตกกิ้งก้านออกมาเพื่อ Support ลำต้น ของโคมไฟนั้น แต่ต้น Genesy มีลีลาไม่ธรรมดาตรงที่ว่ามีการนำเอา Technology LED ที่สุดแสนจะฮิตเข้ามาร่วมในงานออกแบบแสงสว่างด้วย โดยมีการเปิด ปิด หรือหรี่ไฟด้วยระบบสัมผัสครับ

พูดถึงงานมิลานแฟร์หรือแม้แต่งานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในสมัยใหม่ในบ้านเรา งานออกแบบ lighting คือส่วนผสมที่มหัศจรรย์ทำให้งานออกแบบหรือสเปสที่ดูธรรมดาๆกลายเป็นเรื่องราวใหม่ซึ่งมีอะไรที่น่าตื่นตา ตื่นใจและตื่นเต้น แล้วคุยกับฉบับหน้านะครับ

Monday, 11 May 2009

Design Is.. Milan Salone Internazionale del Mobile (ตอนที่ 1) 11-05-09



ปีนี้งานแฟร์ที่มิลาน หรือ Milan Design Week 2009 ถึงแม้จะไม่คึกคักในแง่ปริมาณ(คน) แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาและสาระไม่ทำให้ผิดหวังเหมือนเช่นเคยครับ เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังขนเอาของมาโชว์พลังตบเท้ากันพรึบผรับ มีผลงานของดีไซเนอร์คนดัง ที่นำเสนอหลากหลายแลดูอลังการงานสร้าง หรือทั้งในแบบสวยพอเพียง สมราคางานใหญ่แห่งปีที่คนในวงการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในและคอเฟอร์นิเจอร์ไม่อยากพลาด

ถ้าพูดถึงแทรนด์ของงาน ต้องบอกว่าภาพรวมเกาะกระแส eco-architecture หรือ green design ไปกะเค้าด้วย แหม ตอนนี้อะไรอะไรก็ต้องสิ่งแวดล้อมมาก่อนจริงมั้ยครับ อย่างไรก็ดีจะดูเฟอร์นิเจอร์อิตาลีให้เข้าใจต้องดูเข้าไปลึกถึงตัวตนหรือ identity ของแต่ละแบรนด์ (เนื่องจากแต่ละแบรนด์ไม่นิยมอิงกระแสอะไรมากนัก มักยืนยันหรือแทรกซึมความเป็นตัวของตัวเองลงในงานแต่ละคอลเลคชั่นมากกว่า)เอาให้เข้าใจจริงๆต้องดูด้วยว่าดีไซเนอร์คนไหนออกแบบ มันถึงจะเห็นภาพว่าเฟอร์นิเจอร์ตัวนั้นมันใช่เราหรือไม่ แหม ก็เฟอร์นิเจอร์ต้นทุนสูงแบบนี้ ซื้อไปก็เหมือนกับการลงทุนนะครับ งานเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์แบบนี้เลือกชิ้นที่เราชอบ ที่เหมาะกับเรา ที่มีอัตลักษณ์ของเรา จริงๆ ยิ่งอยู่กับเรานาน จะยิ่งมีราคาต้นทุนที่สูงขึ้นครับ

ปีนี้ภาพรวมของดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ที่แบรนด์หลักๆ เช่น พวก B&B Italia หรือ Minotti และ Natuzzi เห็นได้อย่างชัดเจนคือแทรนด์ของการออกแบบที่ลงลึก แบบถึงไหนถึงกัน งานเก็บรายละเอียดชัดเจนมากขึน ลวดลาย pattern ใหญ่ๆไม่ว่าของหินหรือกระเบื้องก็ลดลง สำหรับลายไม้ มีการลดทอน(หรือบางทีก็ลบเลย)รายละเอียดของลายออกไป และใช้แว่นขยายส่องดูที่ grain แบบดุดัน จงใจครับ

เฟอร์นิเจอร์สำหรับแบรนด์ประเภท Moroso หรือ Edra หลายชิ้นงานยังคงไว้ซึ่งความกล้าใช้กล้าทดลอง หลักการของ Illusion ชัดเจนมาก ในแบรนด์บางแบรนด์ "หลอก" กันเห็นๆนึกว่าเป็นไม้แต่ไม่ได้ใช้อะไรเกี่ยวกับไม้สักนิด หรือบางแบรนด์โชว์ว่าเป็นเอเชียแต่จริงๆเป็นฝรั่งตั้งแต่ข้างในยันข้างนอก Kartell มาแนวขอบคุณครับพี่น้อง คอนเซ็ปแรงเหมือนเดิม โชว์ความเป็น human ของคนทุกแบบทุกประเทศสะท้อนออกมาในอารมณ์โต๊ะเก้าอี้

เกือบทั้งหมดของเฟอร์นิเจอร์แบรนด์เนม ผลงานที่มาโชว์เน้น "ดีเทล" ครับ จับประเด็นโดยการ "ซูม" ไปที่ไหนก็เจอ component ขยายขนาดยักษ์ ทั้งนี้ยังรวมถึงโคมไฟ สวิตท์ ปลั๊ก หิน หรือแม้แต่มือจับ

สิ่งที่ทำให้งานมิลานแฟร์น่าสนใจคือ งานนี้ไม่ใช่จัดเพื่อแค่ขายของครับ งานมิลานแฟร์คือเวทีที่สตูดิโอต่างๆจะเสนองานหรือแนวคิดอิงกระแสที่ยังอยู่ในช่วง Prototyping เพื่อหยั่งเสียงดูว่าชาวบ้านในวงการเค้าคิดกันอย่างไร สำหรับสตูดิโอดังๆอย่าง Established & Sons ของสองพี่น้องชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในอังกฤษ ที่เอาไม้แผ่น American Tulipwood คละขนาดมาทำเวทีที่ออกแบบโดย Alan Dempsey และ Paul Loh เพื่อสื่อให้เห็นถึงวิธีนำเสนอเฟอร์นิเจอร์แนวคิดใหม่สำหรับคอลเลคชั่นต่อไปของสตูดิโอ หรือดีไซเนอร์ Amada Levete ที่เอาหินเทียมโคเรียนบางเฉียบ(เป็นไปได้งัย) มาทำเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินที่ปูดออกมา(แบบสวยๆ) จากผนัง และใช้ไฟ LED เพื่อหักเหมุมมองของผู้อยู่ในห้องเมื่อเปลี่ยนมุมไปนั่งในที่ต่างๆของห้อง งานที่ผมประทับใจอีกชิ้นคืองานของ Mario Bellini ที่เอาเหล็กไวร์เมช(แบบที่ใช้ในงานก่อสร้างนั่นล่ะครับ)มาrecycle แล้วเอามาทำโซฟาเรืองแสงพลังงานต่ำ งานเก๋ไก๋ชิ้นนี้กำลังได้รับการพัฒนาเชิงการค้าต่อโดย สตูดิโอ Meritalia ในอิตาลีครับ

มิลานแฟร์ปีนี้ ยังพิเศษที่มีงานโชว์ที่เกี่ยวกับการออกแบบแสง(ไล้ติ้ง) ทั้งงานแบบคอนเซ๊ปและงานเฟอร์นิเจอร์จริง ที่เวียนมาครบรอบอีกครั้งในปีนี้มีชื่อว่า EUROLUCE น่าสนใจอย่างไร ฉบับหน้าผมจะเล่าให้ฟังอีกครับ

Thursday, 7 May 2009

Made by Originals: Design Hotels


ผมชอบประโยคหนึ่งของ Albert Einstein ที่เคยบอกไว้ว่า "Imagination is more important than knowledge" หรือ "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"

ขนาดนักฟิสิกส์ที่ต้องมีกฏและทฤษฏีเป็นพื้นฐานความคิดและการทำงาน ยังกล้าพูดแบบนี้

เห็นภาพครับ เห็นภาพ

...

เวลาไปต่างไปประเทศ ผมชอบไปพักโรงแรมเก๋ๆ ออกแบบแปลกๆ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Design Hotels คราวนี้ไปไปที่ STRAF, Milan

มีทั่วโลกหลายร้อยแห่งครับ แต่ละโรงแรมมีเจ้าของอิสระไม่ขึ้นกับใคร บริหารกันเองหรือจ้างมืออาชีพมาบริหาร การตัวเองเรียกว่า Design Hotels เป็นเพียงอัตลักษณ์ของกลุ่มสมาชิกโรงแรมแต่ละโรงแรมเท่านั้น

เรื่องดีไซน์ของแต่ละแห่งไม่ต้องห่วง จะสวยเปรี้ยวจี๊ดหรือขรึมเข้มโมเดิร์น ชิลเอ้าท์หรือชิลอิน บ้างก็ว่ามีภาพสะท้อนของวัฒนธรรมท้องถิ่นบรรยายออกมาด้วยวัสดุหรือองค์ประกอบอะไรก็ว่ากันไปแล้วแต่พรรณนา

เค้าให้มารวมอยู่ในกลุ่มก็น่าจะการันตีว่า "ดีไซน์จ๋า" ลูกค้าเยอะอยู่แล้ว

พอเวลาไม่กี่ปี ผ่านไปมันไม่ใช่อย่างงั้นสิครับ

มีเกิดก็ต้องมีดับ ฉันใดฉันนั้น


 

"ดีไซน์จ๋า" กันมากๆ มันก็ชัก "เฝอ" คนเบื่อ


 

สมาชิกโรงแรมเพิ่มขึ้น
แต่ดีไซน์ซ้ำไปซ้ำมา ดูไปทางโน้นก็ เอ๊ะคล้ายกับอันนี้
(ไม่พูดถึงบางโรมแรมใน สิงคโปร์กับนิวซีแลนด์ที่แย่มาก ไม่รู้เรียกตัวเองว่า Design Hotelsได้อย่างไร) แนวการคุมschemeโรงแรมในกลุ่ม ช่วงหลังๆ อะไรๆก็ "Lifestyle" อะไรๆก็ "โมเดิร์น" (ฟังดู คุ้นๆมั้ยครับ)


 

Design Hotels เลย "มองหา"ตัวเองใหม่ เอากันง่ายๆ ไม่ต้อง "มองหา"ที่ไหนไกล

เป็น concept ที่เรียกว่า "Made by Originals" ที่กำลังเป็นที่ฮือฮา


 

"Made by Originals" แทนที่จะ Focus ไปที่ ตัว architecture และ design กลับเสนอมุมมองที่เห็นตัวตนของ ผู้ออกแบบ ผู้คิด ผู้ทำ มากขั้น งานออกแบบของ Design Hotels ที่กำลังปรับเปลี่ยนลุคตัวอย่างรุนแรงจึงจะออกมาในแนว สื่อถึง "อารมณ์" human approach ที่ไปสู่สิ่งๆต่างๆที่สัมผัสได้และ
มอง "ภาพ"ของผู้ที่มีส่วนร่วมในงานออกแบบหรือคนที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมนั้นๆโดยสื่อออกมาอย่างชัดเจนทั้งรูป กราฟฟิก ข้าวของเครื่องใช้ Treatment ต่างๆบนประตู ผนัง พื้นหรือฝ้า


 

เอากันง่ายๆ..

แทนที่จะมองทั้งภาพ "Lifestyle" แต่เปลี่ยนโดยเริ่มมองที่ "Life" แล้วค่อยหันหลังมาหา "Style"

แทนที่จะมองภาพ "งานดีไซน์" แต่หันกลับไปมอง "เบื้องหลัง" ของผู้ทำ "งานดีไซน์"

แทนที่จะมองหา "ที่มาที่ไป" ของแนวคิดจากสิ่งรอบตัว แต่หันมาสร้าง "สตอรี่" ของสิ่งที่อยู่ในตัวตน


 

...


 

เด็กนักเรียนคนหนึ่ง คุณครูให้ยื่นแขนออกมา ชูมือขึ้นตรงหน้า แล้วชูนิ้วขึ้นมา สองนิ้ว

คุณครูถามว่า "เธอว่า ตรงหน้าเธอมีนิ้วกี่นิ้ว"

"สองครับ"

คุณครูขยับแขนของเด็กคนนั้นเข้าไปเกือบชิดหน้าเด็ก แล้วถามอีกครั้งหนึ่ง

"คราวนี้ มีกี่นิ้ว"

"...เอ่อ..สาม หรือสี่มั้งครับ"

...

คนส่วนใหญ่ที่ถูกฝึกมาให้เดินตามกรอบของ "ความรู้" และ "จินตนาการ" เพื่อให้ตอบโจทย์ที่สำคัญว่า "ความเป็นจริง" คืออะไร

จริงๆแล้วคำตอบของ "ความเป็นจริง" ก็อาจอยู่ตรงนั้นแหละครับ

แค่ลองขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด หรือหันหลังกลับไปมองอีกหน่อย


 

คำตอบซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ระหว่าง "ความรู้" และ "จินตนาการ"